Key Takeaways
การเลือกทำ IVF ไม่ควรพิจารณาเพียงแค่ค่าใช้จ่ายหรือแพ็กเกจเริ่มต้นเท่านั้น แต่ควรดูความพร้อมของคลินิกที่ให้การรักษาอย่างรอบด้าน ทั้งประสบการณ์ของแพทย์เฉพาะทาง เทคโนโลยีที่ใช้ มาตรฐานห้องปฏิบัติการ ความโปร่งใสของค่าใช้จ่าย และการดูแลแบบเฉพาะบุคคล ควบคู่กับการตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์และตรวจเลือดก่อนตั้งครรภ์เพื่อให้แพทย์ประเมินคุณภาพไข่ คุณภาพอสุจิ สุขภาพมดลูก และวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมในแต่ละคู่สมรส

เมื่อคู่สมรสเริ่มวางแผนรักษาภาวะมีบุตรยาก คำถามแรกที่มักเกิดขึ้นคือ “ควรทำ IVF ที่ไหนดี ?” เพราะการทำเด็กหลอดแก้วไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับแพทย์ผู้ให้การรักษา ห้องปฏิบัติการ มาตรฐานการดูแล และการวางแผนรักษาที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล
ปัจจุบันมีทั้งโรงพยาบาลและคลินิกมีบุตรยากหลายแห่งให้เลือก ทำให้หลายคนสับสนว่าควรพิจารณาจากอะไรบ้าง บทความนี้จะพาไปดูปัจจัยสำคัญในการเลือกคลินิก IVF ตั้งแต่ประสบการณ์ของแพทย์ เทคโนโลยี อัตราความสำเร็จ ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมและการตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
IVF คืออะไร และเหมาะกับใครบ้าง ?
IVF คืออะไร ?
IVF หรือ In Vitro Fertilization คือการปฏิสนธินอกร่างกาย โดยแพทย์จะนำเซลล์ไข่และอสุจิมาผสมกันภายในห้องปฏิบัติการ เมื่อเกิดการปฏิสนธิและพัฒนาเป็นตัวอ่อนที่เหมาะสม จะทำการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก เพื่อให้เกิดการฝังตัวและตั้งครรภ์ต่อไป
โดยทั่วไปกระบวนการ IVF ประกอบด้วยหลายขั้นตอน ได้แก่ การกระตุ้นไข่ การติดตามการเจริญเติบโตของไข่ การเก็บไข่ การเตรียมอสุจิ การผสมตัวอ่อน การเลี้ยงตัวอ่อน และการย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก ซึ่งแต่ละขั้นตอนต้องอาศัยทั้งความชำนาญของแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และมาตรฐานของห้องปฏิบัติการ
ใครบ้างที่อาจเหมาะกับการทำ IVF ?
การทำ IVF อาจเหมาะกับคู่สมรสที่มีภาวะมีบุตรยากจากหลายสาเหตุ โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินจากประวัติสุขภาพ อายุ ผลตรวจร่างกาย และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการร่วมกัน เช่น
- ผู้หญิงอายุเกิน 35 ปี : อายุเป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพและจำนวนไข่ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น โอกาสตั้งครรภ์ตามธรรมชาติอาจลดลง และความเสี่ยงด้านโครโมโซมของตัวอ่อนอาจเพิ่มขึ้น การปรึกษาแพทย์เร็วขึ้นจึงช่วยให้วางแผนได้ทันเวลา
- มีภาวะท่อนำไข่อุดตันหรือท่อนำไข่ผิดปกติ : หากท่อนำไข่ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นทางผ่านของไข่และอสุจิได้ตามปกติ การทำ IVF จะช่วยให้เกิดการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย ก่อนนำตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก
- ภาวะมีบุตรยากที่เกิดจากฝ่ายชาย : เช่น จำนวนอสุจิน้อย, DNA Fragmentation Index (DFI) ≥ 30%, การเคลื่อนไหวของอสุจิต่ำ หรือรูปร่างอสุจิผิดปกติ แพทย์อาจพิจารณาใช้เทคนิค IVF หรือ ICSI เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการปฏิสนธิ
- พยายามตั้งครรภ์มานานแต่ยังไม่สำเร็จ : หากมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอโดยไม่ได้คุมกำเนิดเป็นเวลานานแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ ควรเข้ารับการประเมินภาวะมีบุตรยาก เพื่อหาสาเหตุและเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสม
- มีประวัติแท้งซ้ำหรือมีความเสี่ยงทางพันธุกรรม : ในบางกรณีแพทย์อาจแนะนำให้ทำ IVF ร่วมกับการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน หรือ PGT เพื่อช่วยคัดเลือกตัวอ่อนที่เหมาะสมก่อนย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก
ทำ IVF ที่ไหนดี ? 6 ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณา
การตัดสินใจว่าควรทำ IVF ที่ไหนดี ควรเริ่มจากการมองภาพรวมของการรักษาทั้งกระบวนการ ไม่ใช่ดูเพียงแพ็กเกจหรือค่าใช้จ่ายเริ่มต้น เพราะ IVF เป็นการรักษาที่มีหลายขั้นตอนและต้องติดตามผลอย่างใกล้ชิด ดังนั้นคลินิกที่เหมาะสมควรมีองค์ประกอบสำคัญดังต่อไปนี้
1. ประสบการณ์และความชำนาญของแพทย์
แพทย์เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการรักษาภาวะมีบุตรยาก เพราะต้องเป็นผู้ประเมินสาเหตุ วางแผนการกระตุ้นไข่ ติดตามผลตรวจ และตัดสินใจในแต่ละช่วงของการรักษา
สิ่งที่ควรพิจารณา ได้แก่
- แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ : ควรเลือกคลินิกที่มีแพทย์ที่เข้าใจปัญหาภาวะมีบุตรยากโดยเฉพาะ ทั้งในฝ่ายหญิง ฝ่ายชาย และกรณีที่มีปัจจัยร่วมหลายด้าน
- ประสบการณ์การรักษาภาวะมีบุตรยาก : แพทย์ที่มีประสบการณ์จะช่วยประเมินความซับซ้อนของเคสได้รอบด้าน เช่น อายุที่มากขึ้น ค่า AMH ต่ำ คุณภาพอสุจิผิดปกติ หรือเคยเข้ารับการรักษามาแล้วแต่ไม่สำเร็จ
- การวางแผนรักษาเฉพาะบุคคล : คู่สมรสแต่ละคู่มีสาเหตุของภาวะมีบุตรยากไม่เหมือนกัน แผนการรักษาจึงควรปรับตามผลตรวจ สุขภาพร่างกาย และเป้าหมายของแต่ละคู่ ไม่ใช่ใช้แนวทางเดียวกันทั้งหมด
2. เทคโนโลยีและอัตราความสำเร็จของคลินิก
เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มีบทบาทสำคัญต่อการทำ IVF โดยเฉพาะในเคสที่มีความซับซ้อน หรือคู่สมรสที่ต้องการเพิ่มความละเอียดในการคัดเลือกตัวอ่อนก่อนย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก
เทคโนโลยีที่ควรสอบถามก่อนเริ่มรักษา เช่น
- ICSI : เป็นเทคนิคที่ช่วยคัดเลือกอสุจิและฉีดเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรง เหมาะกับบางกรณีที่มีปัญหาคุณภาพอสุจิ หรือเคยมีปัญหาการปฏิสนธิจากวิธีทั่วไป
- PGT-A / PGT-M : การตรวจ PGT คือการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนการฝังตัว โดย PGT-A ใช้ประเมินความผิดปกติของจำนวนโครโมโซม ส่วน PGT-M ใช้ในกรณีที่ต้องตรวจโรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดในครอบครัว
- EmbryoScope หรือระบบติดตามตัวอ่อน : เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยติดตามพัฒนาการของตัวอ่อนในสภาวะควบคุม ลดการรบกวนตัวอ่อนระหว่างการเลี้ยง และช่วยให้ทีมแล็บมีข้อมูลประกอบการคัดเลือกตัวอ่อน
- เทคโนโลยีห้องปฏิบัติการ : ห้องแล็บที่ดีควรมีระบบควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น คุณภาพอากาศ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเลี้ยงตัวอ่อน
อย่างไรก็ตาม อัตราความสำเร็จของการทำ IVF ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังสัมพันธ์กับอายุของฝ่ายหญิง คุณภาพไข่ คุณภาพอสุจิ สุขภาพมดลูก จำนวนตัวอ่อนที่ได้ และปัจจัยเฉพาะบุคคลอื่น ๆ ด้วย
3. มาตรฐานห้องปฏิบัติการและระบบการดูแลตัวอ่อน
หลายคนอาจให้ความสำคัญกับแพทย์เป็นอันดับแรก แต่ห้องปฏิบัติการ IVF ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นสถานที่ที่ไข่ อสุจิ และตัวอ่อนถูกดูแลในช่วงสำคัญของกระบวนการรักษา
สิ่งที่ควรพิจารณา ได้แก่
- ห้อง Lab สำคัญต่อคุณภาพตัวอ่อน : การเลี้ยงตัวอ่อนต้องใช้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม หากระบบควบคุมไม่เสถียร อาจส่งผลต่อพัฒนาการของตัวอ่อนได้
- ระบบควบคุมอุณหภูมิและคุณภาพอากาศ : ห้องแล็บควรมีการควบคุมปัจจัยแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ก๊าซ และสารระเหยในอากาศ เพื่อให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตได้ดีเท่าที่เป็นไปได้
- มาตรฐานการเลี้ยงตัวอ่อนและแช่แข็ง : กระบวนการเพาะเลี้ยง แช่แข็ง และละลายตัวอ่อนต้องใช้ความชำนาญสูง เพราะเป็นขั้นตอนที่มีผลต่อโอกาสสำเร็จในรอบการรักษาปัจจุบันและรอบต่อไป
- ทีม Embryologist ที่มีประสบการณ์ : นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนมีบทบาทสำคัญในการดูแลตัวอ่อน คัดเลือกตัวอ่อน และประสานงานกับแพทย์เพื่อวางแผนการรักษา
4. ความโปร่งใสด้านค่าใช้จ่ายและแพ็กเกจรักษา
ค่าใช้จ่ายในการทำ IVF อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับอายุ ปริมาณยากระตุ้นไข่ จำนวนรอบการรักษา เทคนิคเพิ่มเติม และบริการที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นควรถามรายละเอียดให้ชัดเจนก่อนเริ่มรักษา
รายการที่ควรสอบถาม ได้แก่
- ค่าใช้จ่ายแต่ละขั้นตอน : ควรสอบถามว่าแพ็กเกจครอบคลุมอะไรบ้าง เช่น ค่าพบแพทย์ ค่าตรวจเลือด ค่าอัลตราซาวนด์ ค่าห้องผ่าตัด ค่าห้องแล็บ และค่าย้ายตัวอ่อน
- ค่ายากระตุ้นไข่ : ยากระตุ้นไข่เป็นค่าใช้จ่ายที่อาจแตกต่างกันมากในแต่ละคน เพราะปริมาณยาขึ้นอยู่กับการตอบสนองของรังไข่
- ค่าเก็บไข่และเลี้ยงตัวอ่อน : ควรถามว่าแพ็กเกจรวมค่าเก็บไข่ ค่าเตรียมอสุจิ ค่าเลี้ยงตัวอ่อนถึงระยะใด และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือไม่
- ค่า PGT หรือเทคนิคเสริมอื่น ๆ : หากต้องตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน ควรสอบถามค่าใช้จ่าย จำนวนตัวอ่อนที่รวมในแพ็กเกจ และระยะเวลารอผลตรวจ
- ค่าแช่แข็งไข่หรือตัวอ่อน : หากมีตัวอ่อนเหลือหรือวางแผนใช้ในอนาคต ควรถามค่าแช่แข็งและค่าฝากเก็บรายปีให้ชัดเจน
คลินิกที่ดีควรอธิบายค่าใช้จ่ายอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้คู่สมรสวางแผนทั้งด้านสุขภาพ เวลา และงบประมาณได้เหมาะสม
5. รีวิวผู้เข้ารับบริการและประสบการณ์การดูแล
การรักษาภาวะมีบุตรยากเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาและอาจมีความกังวลทางอารมณ์ร่วมด้วย ประสบการณ์การดูแลจึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกคลินิก
สิ่งที่ควรสังเกตจากรีวิวหรือการปรึกษาครั้งแรก เช่น
- การดูแลของแพทย์และพยาบาล : แพทย์ผู้ให้การรักษาควรให้ข้อมูลที่ชัดเจน ตอบคำถามได้ เข้าใจความกังวลของคู่สมรส และติดตามอาการอย่างเหมาะสม
- การติดตามผลระหว่างกระตุ้นไข่ : ช่วงกระตุ้นไข่ต้องมีการนัดตรวจเป็นระยะ หากทีมดูแลสื่อสารดี จะช่วยให้ผู้เข้ารับบริการเข้าใจขั้นตอนและลดความกังวลได้มากขึ้น
- ความสะดวกในการสื่อสาร : ควรเลือกคลินิกที่มีช่องทางติดต่อชัดเจน นัดหมายสะดวก และสามารถให้คำแนะนำเมื่อมีข้อสงสัยระหว่างการรักษา
- ความเป็นส่วนตัวและความสบายใจ : ภาวะมีบุตรยากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน คลินิกควรให้บริการด้วยความเข้าใจ เคารพความเป็นส่วนตัว และไม่สร้างความกดดันเกินจำเป็น
6. ทำเลที่ตั้งและความสะดวกในการเดินทาง
การทำ IVF เป็นกระบวนการที่ต้องพบแพทย์หลายครั้ง โดยเฉพาะช่วงกระตุ้นไข่และติดตามการตอบสนองของรังไข่ การเดินทางจึงมีผลต่อความสะดวกและความเครียดของผู้เข้ารับบริการ
ปัจจัยด้านทำเลที่ควรพิจารณา ได้แก่
- ต้องเดินทางไปคลินิกหลายครั้ง : ในบางช่วงอาจต้องนัดตรวจถี่ขึ้น การเลือกคลินิกที่เดินทางสะดวกจะช่วยให้จัดการเวลาได้ง่ายขึ้น
- การเดินทางที่ไม่ซับซ้อนช่วยลดความเครียด : ความเครียดจากการเดินทาง รถติด หรือการลางานบ่อย อาจทำให้การรักษารู้สึกหนักขึ้นโดยไม่จำเป็น
- ความยืดหยุ่นเรื่องวันนัด : คลินิกที่มีระบบนัดหมายชัดเจนและยืดหยุ่น จะช่วยให้คู่สมรสวางแผนงานและชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น
ก่อนทำ IVF ควรตรวจอะไรบ้าง ?
ก่อนเริ่มกระบวนการ IVF แพทย์มักแนะนำให้ตรวจร่างกายก่อนตั้งครรภ์ เพื่อประเมินสุขภาพโดยรวมและปัจจัยที่อาจส่งผลต่อโอกาสสำเร็จของการรักษา ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายควรได้รับการประเมินร่วมกัน เพราะภาวะมีบุตรยากอาจเกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน
ตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์สำคัญอย่างไร ?
การตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ช่วยให้แพทย์เห็นภาพรวมของร่างกายก่อนเริ่มรักษา และช่วยลดความเสี่ยงบางอย่างที่อาจกระทบต่อการตั้งครรภ์ในอนาคต
ประโยชน์ของการตรวจสุขภาพก่อนมีบุตร ได้แก่
- ประเมินสุขภาพโดยรวม: แพทย์จะดูประวัติโรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ น้ำหนัก ความดันโลหิต และปัจจัยสุขภาพอื่น ๆ ที่อาจมีผลต่อการตั้งครรภ์
- ลดความเสี่ยงระหว่างตั้งครรภ์: หากพบภาวะที่ควรดูแลก่อน เช่น ไทรอยด์ผิดปกติ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือภาวะโลหิตจาง แพทย์สามารถวางแผนดูแลก่อนเข้าสู่กระบวนการ IVF ได้
- วางแผนการรักษาให้เหมาะสม: ผลตรวจช่วยให้แพทย์เลือกแนวทางกระตุ้นไข่ การใช้ยา และช่วงเวลาที่เหมาะกับร่างกายของแต่ละคน
- เตรียมความพร้อมด้านพันธุกรรม: ในการตรวจความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ คู่สมรสบางราย แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรม เช่น ธาลัสซีเมีย เพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนมีบุตร
ตรวจเลือดก่อนตั้งครรภ์มีอะไรบ้าง ?

การตรวจเลือดก่อนตั้งครรภ์เป็นส่วนสำคัญของการประเมินความพร้อมก่อนทำ IVF เพราะช่วยให้แพทย์เห็นข้อมูลเกี่ยวกับฮอร์โมน การทำงานของระบบต่าง ๆ และความเสี่ยงด้านสุขภาพที่อาจต้องดูแลก่อนเริ่มรักษา
ตัวอย่างรายการตรวจที่แพทย์อาจพิจารณา ได้แก่
- ประเมินการทำงานของรังไข่ : เช่น AMH และฮอร์โมนที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูปริมาณไข่สำรองและช่วยวางแผนการกระตุ้นไข่ให้เหมาะสม
- ประเมินการทำงานของต่อมไทรอยด์ : ไทรอยด์มีผลต่อระบบสืบพันธุ์และการตั้งครรภ์ หากพบความผิดปกติควรได้รับการดูแลก่อนเริ่มรักษา
- ประเมินระดับวิตามินดี : วิตามินดีเกี่ยวข้องกับสุขภาพโดยรวมและระบบสืบพันธุ์ในบางมิติ หากระดับต่ำ แพทย์อาจแนะนำให้ปรับพฤติกรรมหรือเสริมตามความเหมาะสม
- ประเมินระดับฮอร์โมน : การตรวจฮอร์โมนช่วยให้แพทย์เข้าใจรอบเดือน การตกไข่ และการตอบสนองของรังไข่
- ตรวจโรคติดเชื้อ : การคัดกรองโรคติดเชื้อบางชนิดช่วยให้วางแผนการรักษาและลดความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ได้ดีขึ้น
- ตรวจธาลัสซีเมีย : หากคู่สมรสเป็นพาหะของธาลัสซีเมียทั้งคู่ อาจมีความเสี่ยงที่บุตรจะเป็นโรค แพทย์จึงอาจแนะนำการให้คำปรึกษาทางพันธุกรรมและพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสม
- ตรวจหมู่เลือดและภูมิคุ้มกันบางชนิด : เช่น ภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน หรือการประเมินวัคซีนที่จำเป็นก่อนตั้งครรภ์ตามดุลยพินิจของแพทย์
การตรวจความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ช่วยวางแผน IVF ได้อย่างไร ?
การตรวจความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ไม่ได้ดูเพียงว่าร่างกายแข็งแรงหรือไม่ แต่ยังช่วยประเมินปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโอกาสสำเร็จของ IVF โดยตรง เช่น
- คุณภาพไข่ : อายุ ค่า AMH จำนวนฟองไข่ และการตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่ ล้วนมีผลต่อจำนวนไข่ที่ได้และจำนวนตัวอ่อนที่สามารถนำไปใช้ได้
- คุณภาพอสุจิ : การตรวจน้ำเชื้อช่วยดูจำนวน, การเคลื่อนไหว, DFI, และรูปร่างของอสุจิ หากพบความผิดปกติ แพทย์อาจพิจารณาเทคนิคที่เหมาะสม เช่น ICSI
- เยื่อบุโพรงมดลูก : เยื่อบุโพรงมดลูกที่เหมาะสมมีผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน แพทย์อาจตรวจอัลตราซาวนด์และประเมินความพร้อมก่อนย้ายตัวอ่อน
- สุขภาพมดลูกและรังไข่ : ภาวะบางอย่าง เช่น เนื้องอกมดลูก พังผืด ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก หรือถุงน้ำรังไข่ อาจต้องประเมินเพิ่มเติมก่อนเริ่มรักษา
การเตรียมตัวก่อนเริ่มกระบวนการ IVF
การเตรียมตัวตั้งครรภ์ก่อนทำ IVF ควรเริ่มตั้งแต่ก่อนเข้าสู่รอบการรักษา เพราะสุขภาพโดยรวมของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายมีผลต่อคุณภาพไข่ อสุจิ และความพร้อมของร่างกายในการตั้งครรภ์
การเตรียมตัวเก็บไข่
ช่วงก่อนเก็บไข่เป็นช่วงที่ต้องติดตามการตอบสนองของรังไข่อย่างใกล้ชิด แพทย์จะนัดตรวจอัลตราซาวนด์และตรวจเลือดเป็นระยะ เพื่อประเมินขนาดฟองไข่และปรับยาให้เหมาะสม
แนวทางการเตรียมตัวเก็บไข่ ได้แก่
- พักผ่อนให้เพียงพอ : การนอนหลับที่ดีช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวและลดความเหนื่อยล้าระหว่างการกระตุ้นไข่
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ : ควรเน้นอาหารที่หลากหลาย มีโปรตีน ผัก ผลไม้ ธัญพืช และดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยดูแลสุขภาพโดยรวม
- งดแอลกอฮอล์และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ : ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลต่อคุณภาพไข่ อสุจิ และสุขภาพการตั้งครรภ์ จึงควรหลีกเลี่ยงทั้งก่อนและระหว่างการรักษา
- ปฏิบัติตามแผนการฉีดยากระตุ้นไข่ : การฉีดยาต้องทำตามเวลาที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด เพราะมีผลต่อการเจริญเติบโตของฟองไข่และการกำหนดวันเก็บไข่
- แจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาและอาหารเสริมที่ใช้อยู่ : ยาบางชนิดอาจมีผลต่อการรักษา จึงควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งก่อนเริ่มรอบ IVF
- วางแผนวันเก็บไข่ล่วงหน้า : หลังเก็บไข่อาจมีอาการปวดหน่วงหรืออ่อนเพลียเล็กน้อย ควรจัดตารางพักผ่อนและมีผู้ดูแลพากลับบ้านตามคำแนะนำของคลินิก
การดูแลสุขภาพก่อนย้ายตัวอ่อน
หลังจากได้ตัวอ่อนที่เหมาะสม ขั้นตอนต่อไปคือการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกและดูแลร่างกายให้พร้อมสำหรับการย้ายตัวอ่อน โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินช่วงเวลาที่เหมาะสม
แนวทางดูแลตัวเองก่อนย้ายตัวอ่อน ได้แก่
- ดูแลโภชนาการให้สมดุล: เลือกอาหารที่ย่อยง่าย มีสารอาหารครบถ้วน และหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจทำให้ไม่สบายท้องหรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
- นอนหลับให้เพียงพอ: การพักผ่อนช่วยลดความเหนื่อยล้าและช่วยให้ร่างกายอยู่ในสภาวะที่เหมาะสมต่อการรักษา
- ลดความเครียดเท่าที่ทำได้: แม้ความเครียดไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่กำหนดผลลัพธ์ แต่การจัดการอารมณ์ที่ดีจะช่วยให้ผ่านกระบวนการรักษาได้สบายใจขึ้น
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก: ควรเลือกกิจกรรมเบา ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เพิ่มแรงกดบริเวณช่องท้องมากเกินไป
- ใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด: โดยเฉพาะยาที่ช่วยเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกหรือฮอร์โมนพยุงการตั้งครรภ์ ไม่ควรหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
คลินิกมีบุตรยากที่ดี ควรมีอะไรบ้าง ?
การเลือกคลินิกมีบุตรยากเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ เพราะคู่สมรสจะต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องตั้งแต่การตรวจสุขภาพ การวางแผนรักษา การกระตุ้นไข่ การเก็บไข่ การเลี้ยงตัวอ่อน ไปจนถึงการติดตามผลหลังย้ายตัวอ่อน
การดูแลแบบเฉพาะบุคคล
คลินิกที่ดีควรเริ่มจากการประเมินสาเหตุของภาวะมีบุตรยากอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นอายุฝ่ายหญิง คุณภาพไข่ คุณภาพอสุจิ สุขภาพมดลูก ประวัติการตั้งครรภ์เดิม หรือโรคประจำตัว
การดูแลแบบเฉพาะบุคคลช่วยให้แพทย์สามารถปรับแผนการรักษาได้เหมาะสม เช่น ปรับขนาดยากระตุ้นไข่ เลือกช่วงเวลาย้ายตัวอ่อน พิจารณาการแช่แข็งตัวอ่อน หรือแนะนำการตรวจ PGT ในกรณีที่มีข้อบ่งชี้
ทีมแพทย์และห้องปฏิบัติการที่ทำงานร่วมกัน
การทำ IVF ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะแพทย์เท่านั้น แต่รวมถึงพยาบาล นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน และทีมประสานงาน
องค์ประกอบที่ควรมี ได้แก่
- แพทย์ผู้วางแผนการรักษา : รับผิดชอบการประเมิน วางแผน กระตุ้นไข่ และตัดสินใจด้านการรักษา
- Embryologist : ดูแลไข่ อสุจิ และตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ รวมถึงประเมินคุณภาพตัวอ่อนก่อนย้ายหรือแช่แข็ง
- ทีมพยาบาลและผู้ประสานงาน : ช่วยให้คำแนะนำเรื่องการฉีดยา การเตรียมตัวก่อนทำหัตถการ และการนัดหมายต่าง ๆ
- ระบบสื่อสารภายในทีม : การประสานงานที่ดีช่วยลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผู้เข้ารับบริการได้รับข้อมูลที่สอดคล้องกันในทุกขั้นตอน
การให้ข้อมูลที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา
คลินิกที่เหมาะสมควรอธิบายทั้งโอกาสสำเร็จและข้อจำกัดของการรักษาอย่างสมดุล ไม่ควรให้ความคาดหวังเกินจริง เพราะผลลัพธ์ของ IVF ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
ข้อมูลที่ควรได้รับก่อนเริ่มรักษา ได้แก่
- ขั้นตอนการรักษาทั้งหมด : คู่สมรสควรเข้าใจว่าต้องเริ่มจากอะไร ใช้เวลาประมาณเท่าไร และต้องมาพบแพทย์กี่ครั้ง
- โอกาสสำเร็จตามปัจจัยเฉพาะบุคคล : แพทย์ควรประเมินตามอายุ ผลตรวจร่างกาย คุณภาพไข่ อสุจิ และประวัติการรักษาเดิม
- ค่าใช้จ่ายและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม : ควรมีการอธิบายรายการค่าใช้จ่ายอย่างโปร่งใส เพื่อให้ผู้เข้ารับบริการวางแผนได้ล่วงหน้า
- ทางเลือกอื่นนอกจาก IVF : ในบางรายอาจเหมาะกับ IUI, ICSI, การเก็บไข่ หรือการตรวจ PGT เพิ่มเติม แพทย์ควรอธิบายข้อดีและข้อจำกัดของแต่ละทางเลือก
วางแผนทำ IVF กับ Bangkok IVF Clinic
หากคุณกำลังตัดสินใจควรว่าทำ IVF ที่ไหนดี คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมสูติศาสตร์ที่มีบริการให้คำปรึกษาผู้มีบุตรยากในกรุงเทพฯ Bangkok IVF Clinic (BIC) เรามีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ พร้อมประสบการณ์และเทคโนโลยีการช่วยวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล เพื่อเพิ่มโอกาสในการมีลูก ตั้งแต่การตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ การเตรียมตัวเก็บไข่ การทำ IVF และ ICSI ไปจนถึงการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน (PGT) เพื่อช่วยวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมสำหรับแต่ละคู่สมรสอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายปรึกษาได้ที่
- โทร : 02-933-1584 ถึง 6
- Line@ : @Bangkokivfclinic
ข้อมูลอ้างอิง
- Assessments and Tests required before Fertility Treatment. สืบค้นเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 จาก https://www.nhsggc.scot/downloads/assessments-and-tests-required-before-fertility-treatment/
- Trying to get pregnant. สืบค้นเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 จาก https://www.nhs.uk/pregnancy/trying-for-a-baby/trying-to-get-pregnant/
- Your Complete Pre-Pregnancy Checklist: What to Do Before You Start Trying. สืบค้นเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 จาก https://www.unitedwellness.co.uk/complete-pre-pregnancy-checklist/
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ IVF (FAQs)
Q: ทำ IVF ที่ไหนดี ควรเลือกจากอะไรเป็นอันดับแรก ?
A: ควรพิจารณาทั้งประสบการณ์แพทย์ เทคโนโลยี ห้องปฏิบัติการ และการดูแลของคลินิกควบคู่กัน ไม่ควรดูเฉพาะราคาเพียงอย่างเดียว เพราะ IVF เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการประเมินเฉพาะบุคคล การติดตามผลหลายครั้ง และการดูแลตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน
Q: อายุมีผลต่อโอกาสสำเร็จของ IVF หรือไม่ ?
A: มีผล โดยเฉพาะคุณภาพและจำนวนไข่ของผู้หญิง ซึ่งมักลดลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังอายุ 35 ปีขึ้นไป ดังนั้นผู้ที่พยายามตั้งครรภ์มาระยะหนึ่งแล้วยังไม่สำเร็จ ควรเข้ารับการประเมินภาวะมีบุตรยาก เพื่อวางแผนรักษาอย่างเหมาะสมและไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปนานเกินจำเป็น
Q: PGT-A ช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์จริงไหม ?
A: PGT-A เป็นการตรวจโครโมโซมของตัวอ่อน เพื่อช่วยคัดเลือกตัวอ่อนที่มีจำนวนโครโมโซมเหมาะสมก่อนย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก ในบางกรณีอาจช่วยลดโอกาสแท้งจากความผิดปกติของโครโมโซม และช่วยให้แพทย์เลือกตัวอ่อนได้แม่นยำขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จำเป็นต้องทำ PGT-A จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินตามข้อบ่งชี้เฉพาะบุคคล
Q: ต้องตรวจสุขภาพก่อนทำ IVF ทุกคนหรือไม่ ?
A: โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้ตรวจสุขภาพก่อนเริ่มกระบวนการ เพื่อประเมินความพร้อมของร่างกายและวางแผนการรักษาได้เหมาะสม การตรวจอาจรวมถึงการตรวจร่างกายและตรวจเลือดก่อนตั้งครรภ์ ตรวจฮอร์โมน ตรวจรังไข่ ตรวจน้ำเชื้อ และตรวจสุขภาพอื่น ๆ ตามความจำเป็นของแต่ละคู่สมรส
Q: การเก็บไข่เจ็บไหม ?
A: การเก็บไข่เป็นหัตถการที่ทำภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยมักมีการให้ยานอนหลับหรือยาระงับความรู้สึก ผู้เข้ารับบริการส่วนใหญ่จึงไม่รู้สึกเจ็บระหว่างทำ หลังทำอาจมีอาการปวดหน่วงหรือท้องอืดเล็กน้อย ซึ่งมักดีขึ้นภายในไม่กี่วัน ทั้งนี้ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างใกล้ชิด


